กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 13

  ประวัติการรบของกองพันทหารราบที่ 21 (นครราชสีมา) ซึ่งปัจจุบันเป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 13 ในการทำสงครามไทย กับ อินโดจีน ฝรั่งเศส พ.ศ. 2483 - 2484
  ผู้เขียน พล.ท.สอาด ศิริรักษ์ ( อดีต ผบ.ร. พัน.21 ร้อย. 1)
อรัมภบท
  ประวัติการรบของ ร. พัน 21 นี้ ผู้เขียนเขียนขึ้นจากการรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาหลังจากการผ่านสถานการณ์นั้นเป็นเวลายาวนานถึง 46 ปี
ทั้งนี้ด้วยคำขอของ พล.อ.ไพจิตร สมสุวรรณ อดีต ผช.ผบ.ทบ. ซึ่งท่านนี้เป็นนายทหารผู้หนึ่งในหน่วย ร.พัน.21 ท่านขอให้ผมเขียนเรื่องขึ้นในฐานะที่ผมเป็นผู้หนึ่งที่สังกัดหน่วยนี้ และนำหน่วยระดับกองร้อยเข้าทำการรบครั้งนั้น ทั้งนี้เขียนขึ้นเป็นอนุสรณ์ และอนุสสติ แก่ทหารหน่วยนี้ และเพื่อเป็นเกียรติประวัติการรบอันดีเด่น เป็นวีรกรรมของทุกคนของกำลังพลของหน่วยที่ทำการรบด้วยการยอมเสียสละชีวิตอย่างใหญ่หลวง ด้วยความทรหดอดทนต่อความยากลำบาก และด้วยความกล้าหาญอย่างยอดเยี่ยม และด้วยการรบอย่างโชกโชน ถึงขั้นเข้าตลุมบอนกับทหารฝรั่งเศส ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจในสมยนั้น และได้ผลชัยชนะเป็นที่สุด สามารถยึดได้พื้นที่ของข้าศึก และสามารถทำให้ข้าศึกได้รับการสูญเสียเป็นอย่างมาก ณ ยุทธบริเวณของสงครามครั้งนั้นของกองทัพอีสาน จนได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญประดับที่ธงชัยเฉลิมพลของหน่วย เป็นศรีสง่า สมศักดิ์ศรีของหน่วย ตราบมาจนถึงปัจจุบันนี้
  พล.อ. ไพจิตร สมสุวรรณ อดีต ผช.ผบ.ทบ. ได้ขอให้เขียนขึ้น เพื่อเป็นอนุสสติแก่ทหารหน่วยนี้รุ่นหลังๆ ต่อ ๆ มาเกิดความภูมิใจในเกียรติของหน่วยของตน
และรู้ว่า ร.พัน.2 แห่ง ร.13 คือหน่วยที่ได้สร้างวีรกรรมในการรบ ในดินแดนแห่งประเทศลาว อันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของชาติไทยให้กับฝรั่งเศสด้วยความขมขื่นอย่างยิ่งในกรณี ร.ศ.112 และเราได้ยึดกลับคืนมาได้ ตามความปรารถนาของชนชาติไทย
  การอุบัติของสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2482 โดยฝ่ายเยอรมันนำโดย ท่านฟิวแร ฮิตเลอร์ ผู้นำอันยิ่งใหญ่
ของชนชาติเยอรมันในสมัยนั้นได้ประกาศสงครามกับฝรั่งเศส และได้กรีฑาทัพยานยนต์ และยานเกราะ ทัพฟ้า เข้ายึดประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่ขวางหน้าการเดินทัพ เข้าประเทศฝรั่งเศสอย่างรวดเร็วและฉลับพลันด้วยการจู่โจม (Surprise ) ตามหลักยุทธศาสตร์ของฮิตเลอร์ผู้นำอันแข็งแกร่งของเยอรมัน จู่โจมแบบสายฟ้าแลบต่อประเทศข้างเคียงฝรั่งเศส เช่น เบลเยี่ยม ฮิตเลอร์ถือความจำเป็นอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ( Neccessary Knows No Laws ) แล้วเยอรมันก็กระทำสำเร็จทุกประเทศ บุกเข้าฝรั่งเศสตีตลุยจนถึงนครปารีส นครหลวงของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสถูกเยอรมันยึดครองเมื่อ 14 มิถุนายน 2483 และยอมเซ็นสัญญายอมแพ้บนรถโบกี้รถไฟคันที่เยอรมันเคยเซ็นสัญญายอมแพ้ เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 ในนครปารีสเมื่อ 23 มิถุนายน 2483
  ประเทศไทยในกาลนั้นโดยรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.ต. แปลก พิบูลสงคราม (ยศขณะนั้น) นายกรัฐมนตรี,ผู้บังคับบัญชา
ทหารสูงสุด, และผู้บัญชาการทหารบกได้เชิญ นายเรบีสซิ เอ้ อัครราชฑูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย มาเจรจาเรื่อง เส้นเขตแดนระหว่างไทย กับ ฝรั่งเศส ซึ่งถูกฝรั่งเศสแย่งยึดเอาดินแดนจากไทยไปอย่างไม่เป็นธรรมการเจรจาครั้งนี้ กระทำเมื่อ 2 สิงหาคม 2483 ทั้งนี้เนื่องจากญี่ปุ่นได้ประกาศจัดระเบียบใหม่ในเอเชียบูรพา เมื่อ 1 สิงหาคม 2483 แต่ฝรั่งเศสไม่ยอม จึงเป็นข้อมูลและสาเหตุแห่งสงครามไทยกับอินโดจีน ฝรั่งเศสในครั้งนั้น
  ดินแดนของไทยที่ไทยให้ฝรั่งเศสคืนให้กับไทยในครั้งนั้น คือ
  1. ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ในประเทศลาวปัจจุบัน คือ ดินแดนแขวงเมืองนครจำปาสัก ซึ่งไทยต้องยอมยกให้ฝรั่งเศส เมื่อ 7 ตุลาคม 2485
  2. ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เขตเมืองปากลาย อันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของแขวงเมืองหลวงพระบาง ซึ่งไทยต้องยอมยกให้ฝรั่งเศสเมื่อ 13 ก.พ. 2436
  3. ดินแดนมณฑลบูรพาของไทย อันมีจังหวัด เสียมราช และพระตะบอง ( อ.ศรีโสภณรวมอยู่ด้วย ) ซึ่งไทยต้องยอมยกให้ฝรั่งเศส เมื่อ 23 มีนาคม 2449 เพื่อแลกเปลี่ยนกับจังหวัดตราด เกาะกง และเกาะอื่นๆ ตั้งแต่แหลมสิงห์และเกาะกูด ซึ่งไทยถูกฝรั่งเศส ใช้อำนาจยึดเอาไปในกรณี ร.ศ.112
  การเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศสครั้นนี้เป็นความปรารถนาของคนไทยทั้งชาติ โดยรัฐบาลรับสนองความปรารถนานั้นด้วยการกระทำดังกล่าว
 
  3 กันยายน 2483 ประชาชนทั่วประเทศทุกจังหวัดจึงเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนเป็นครั้งแรก ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาล
แต่การเรียกร้องดินแดนคืนโดยสันติวิธีของไทยครั้งนี้มิได้รับการตองสนองด้วยดี จากรัฐบาลอินโดจีนฝรั่งเศสเลย ฝรั่งเศสตอบสนองด้วยการคุกคามไทยตามชายแดนบางส่วน โดยการส่งกำลังทหารเข้าประชิดพรมแดนไทยทั้งทางด้านลาว และเขมร จนมีการปะทะกันครังแรก เมื่อ 29 กันยายน 2483 ไทยได้รับการยั่วยุจากการกระทำต่าง ๆ ของฝรั่งเศสตลอดมา ทั้งนี้คงจะเพื่อศักดิ์ศรีในคราบของชาติมหาอำนาจของฝรั่งเศส แม้จะถูกลอกไปแล้วโดยสิ้นเชิงโดยเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการยอมแพ้ของฝรั่งเศส เมื่อ 23 มิถุนายน 2483
  จากการยั่วยุของฝรั่งเศสนี้เอง ไทยจึงมิสามารถจะอดใจทนอยู่ได้ด้วยขันติธรรมฉะนั้น การทำสงครามไทยกับจีน ฝรั่งเศส จึงเกิดขึ้น
ด้วยการประกาศสงครามไทย เมื่อ 7 ธันวาคม 2483 ตั้งแต่การประกาศสงครามของไทยกับฝรั่งเศส ทั้งสองชาติจึงตกอยู่ในภาวะสงคราม
  ผู้เขียนยังจำได้ดี แม้ว่าจะเป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 46 ปี (เขียนในปี ) กองทัพไทยและชนชาติไทยมีขวัญและกำลังใจอย่างสูงส่งดีเยี่ยม ทุกคนต้องการ
ที่จะรบ รบกับฝรั่งเศสกองทัพไทยได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งและล้นเหลือจากปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ คิดว่าคงจะหายากได้เช่นนี้อีกแล้ว กองทัพไทยมีสถานภาพด้านกำลังขวัญอย่างพร้อมมูลและความเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับฝรั่งเศสศัตรูของชนชาติไทยในสมัยนั้น ทุกๆ คนยังมีอนุสสติถึงกรณี ร.ศ.112 ด้วยการสนับสนุนของปวงประชาชนชาวไทย ขวัญและกำลังใจของชาติดีเยี่ยมพร้อมที่จะสนับสนุนกองทัพและสนับสนุนรัฐบาล
 
  กองทัพบก เรือ และอากาศ จึงทำการรบด้วยขวัญและกำลังใจอันสูงส่ง และด้วยวีรกรรมอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวกำลังพลทุกคนพร้อม
ที่พลีชีพเพื่อชาติ เพื่อผืนแผ่นดินไทย อันเป็นดินแดนของไทย จึงทำการรบได้ผลดี ได้ชัยชนะ และได้ดินแดนคืนตามความปรารถนาของชาติ
  แผนยุทธศาสตร์ของไทยในสงครามครั้งนั้น คือการกระทำให้ได้เปรียบข้าศึกด้วยการรุกทุกรูปแบบ (Offensive Action ) แบบจู่โจม
(Surprise) ด้วยการรวมกำลัง (Concentration) ณ ที่รวมพล (Assembly Area) ที่พร้อมจะปฎิบัติการเช่นเดียวกับแผนยุทธการ ของเยอรมันในตอนต้นๆ ของสงครามโลกครั้งที่ 2 และของญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา คือการพลขึ้นบกบุกประเทศไทย เมื่อ 8 ธันวาคม 2484 ขณะที่ไทยกำลังสนุกสนานอยู่ด้วยการฉลองรัฐธรรมนูญ และญี่ปุ่นโจมตี (Pearl Harbour) รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา
  การเคลื่อนกำลังที่เตรียมพร้อมไว้แล้วไปยังบริเวณพื้นที่ชายแดนเขมรและลาว เพื่อการปฎิบัติจึงได้กระทำขึ้นใน พ.ศ. 2483
  ธันวาคม 2482 กองทัพบกได้มีการฝึกการรบด้วยวิธีรุก ขนาดหน่วยกองพันอัตราศึกในพื้นที่ จังหวัดปราจีนบุรี ผู้เขียนขณะนั้นมีตำแหน่ง
ผบ.มว.ร.พัน 6 (ลพบุร ) ได้รับคำสั่งให้นำหน่วยเข้ารับการฝึกด้วย การซ้อมรบครั้งนั้นประกอบด้วยหน่วยต่างๆ ของมณฑลทหารบกที่ 1 และมณฑลทหารบกที่ 2 ในการอำนวยการของ พ.อ.หลวงชาตินักรบ (ศูข นักรบ) เสนาธิการทหารบก (สมัยนั้นเสนาธิการทหารบกเป็นหน่วยกำลังรบและหน่วยส่วนภูมิภาค จัดกำลังเหล่าต่างๆ ระดับกองพันขึ้นตรงต่อ มทบ.ทางกำลังรบ)
  การฝึกกองพันอัตราศึก ทำการรบที่จังหวัดปราจีนบุรี ทั้งนั้นเป็นการฝึกเพื่อเตรียมการหาข้อมูล, ความชำนาญในการปฎิบัติตลอดจนความบกพร่อง จำได้ว่าใช้เวลาฝึก 10 วัน
 
  การรบของทัพบกไทยในการทำสงครามกับอิโดจีน ฝรั่งเศส จึงปฎิบัติการด้วยขีดความสามารถสูง,ขวัญดี,และกำลังใจสูง
และด้วยวีรกรรมเด็ดเดี่ยวกับการเสียสละของทุกหน่วยเพื่อผืนแผ่นดินไทย เป็นสิ่งที่น่าจดจำรำลึกและประทับใจอย่างยิ่งของผู้เขียน เรียกได้ว่าจะหาการรบครั้งใดเสมอเหมือน
  การรบครั้งนั้น กองทัพบกทำการรบได้ผลดียิ่งทุกยุทธบริเวณได้ชัยชนะทุกพื้นที่แทบทุกหน่วยทำการรบอย่างหนักหน่วงเหนียวแน่นและโชกโชน
รบอย่างชนิด "รบอย่างสุดใจขาดดิ้น" ผลคือ ชัยชนะต่อการฝรั่งเศส และยึดได้ดินแดนทุกพื้นที่ แม้การรบของบางหน่วยจะถูกฝรั่งเศสต้านทานอย่างหนักหน่วง และตีโต้ตอบกองทัพบูรพาและกองทัพอิสาน ยึดได้แผ่นดินไทยอันเป็นความปรารถนาของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่ให้ความสนับสนุนอย่างสุดแรงใจทั้งชาติ
  แต่เป็นการน่าเสียใจและน่าเสียได้อย่างยิ่ง จากการที่ไทยต้องอยู่ในลักษณะและสภาพประเทศที่ปราชัยในการสงครามมหาเอเชียบูรพา
และเป็นวาระของการสุดสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยจำเป็นต้องคืนดินแดนทั้งหมดที่ทำการรบด้วยเนื้อและชีวิตของทหารไทยและคนไทยให้กับฝรั่งเศส เมื่อไทยและฝรั่งเศสสุดสิ้นสถานการณ์สงครามต่อกัน ด้วยการประกาศสันติภาพ เมื่อ 16 สิงหาคม 2488 ซึ่งเป็นการสิ้นสุดสงครามกับอินโดจีน ฝรั่งเศส และได้ยอมยกดินแดนที่ได้คืนมานั้น คืนให้ฝรั่งเศสไป
  ก่อนการประกาศสันติภาพดังกล่าว ไทยได้จัดการฉลองชัยชนะด้วยการสวนสนามกำลังทหารที่เข้ารบ กองทัพบก กองทัพเรือ ( บางส่วน ) และ
กองทัพอากาศ ( บางส่วน ) ในกรุงเทพมหานคร เมื่อ 8 มิถุนายน 2488
ที่มา : ประวัติและพิธีเปิดอาคาร กองบังคับการกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 13 ,2529
กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 13 (อุดรธานี)
  ก่อตั้งเมื่อ รศ.130 พท.หลวงจงพยุหะ เป็นผู้บังคับกองพันหน่วย ร.13 พัน 2 คนแรก
  ปี 2544 มีการเปลี่ยนชื่อค่ายเป็น เจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์เนื่องจากเดิมยังไม่มีชื่อค่าย จึงได้ขออนุมัติ ตั้งชื่อค่ายตามประวัติของเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์
  พื้นที่ตั้ง อยู่ในเขต ตำบลหมู่ม่น อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
  ขนาดพื้นที่ ( เนื้อที่) 273 ไร่ 3งาน 47 ตารางวา
  ผู้บังคับกองพัน พ.ท.ชาญชัย เอมอ่อน
  จำนวนกำลังพลทั้งหมด (พล) 666 นาย
  แยกเป็น นายทหาร 28 นาย
    นายสิบ 229 นาย  
    พลทหาร 409 นาย  
  บ้านพักข้าราชการ(ทหาร)  
    บ้านพักนายพัน 2 หลัง
    เรือนแถวนายร้อย 1 แถว 10 หลัง
    เรือนแถวนายสิบ 220 ห้อง 22 แถว
    มีกองร้อย 5 กองร้อย
    มีอาคารอเนกประสงค์ 1 หลัง
  ชุมชน มี 1 ชุมชน คือ ชุมชนหนองสำโรง
  สนามกอล์ฟ
    จุดประสงค์ของการจัดตั้งสนามกอล์ฟ จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการกีฬาให้กับกำลังพล สร้างรายได้ให้แก่หน่วยงาน และสร้างรายได้ให้แก่ ครอบครัวของกำลังพล